มอบตัวแล้ว! พ่อเลี้ยงหื่น ข่มขืนลูกเลี้ยงวัย 13 ปี จนตั้งท้อง

ตำรวจไล่ล่าตัวพ่อเลี้ยงหื่น ก่อนสุดท้ายติดต่อเข้ามอบตัว พร้อมอ้างเด็กเป็นใจไม่ได้ข่มขืน ที่สถานีตำรวจภูธรพรานกระต่าย นายนพดล อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงท้อง 6 เดือน ได้ให้แม่ของตนติดต่อขอมอบตัว หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่ากดดันอย่างหนัก

จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ร้อยตำรวจเอก ชูเกียรติ น้ำเงิน พนักงานสอบสวน รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพรานกระต่าย ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จาก นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี  เป็นแม่ของเด็กหญิงบี (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ลูกสาวของตนได้ถูก นายนพดล ส่องแสงอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงข่มขืนนานนับปี โดยข่มขู่ไม่ให้บอกใคร จนความแตกท้อง 6 เดือน ซึ่งทางแม่เด็กได้คุยกับทางหมอพร้อมขอทำเรื่องขอยุติการตั้งครรภ์ และฌาปนกิจศพทารกไปแล้ว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่กดดันตามตัวจนพบ โดยนายนพดลได้ให้แม่ของตัวเองติดต่อขอมอบตัวที่จุดตรวจตำบลท่าไม้ หมู่ที่ 12  ต.ท่าไม้ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร และควบคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เด็กมีใจให้ ไม่ได้ข่มขืนเป็นการสมยอม ที่ต้องหลบหนีเพราะตกใจกลัว นอกจากนี้ก็ไม่เคยมีลูกมาก่อน มารู้จากข่าวว่าเด็กที่เอาออกอายุ 6 เดือน เป็นผู้ชาย รู้สึกเสียดายอยากให้เขาเกิดมา และคิดว่าหนีไปก็คงไปไม่รอด จึงติดต่ออยากจะมอบตัว

สิ้น “นากจินนี่” เหตุท้องเสียหนัก กินปูเค็มที่มีคนโยนให้

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก สุธาสินี อินทน์จันทน์ แจ้งข่าวว่า นากจินนี่ นากเพศเมียแสนรู้แห่งสวนสัตว์เทศบาลนครนครปฐม หรือ สวนสัตว์สนามจันทร์ ตายลงแล้ว หลังจากท้องเสียอย่างหนัก โดยมีสาเหตุมาจากอาหารหรือเศษอาหารที่ประชาชนโยนมาให้กิน โดยระบุว่า

“#ชมรมคนรักสวนสัตว์เทศบาลนครปฐม# ทางชมรมขอประกาศกับประชาชนที่มาเที่ยวสวนสัตว์สนามจันทร์ขอความกรุณา”งดให้อาหารกับสัตว์” (ทุกกรง) เนื่องจากมีประชาชนบางคนที่ไม่เคารพกฎให้อาหารที่ไม่ถูกชนิดกับ “นากจินนี่” จึงทำให้นากกินเข้าไปแล้วท้องเสียขั้นรุนแรงและ”ตาย” ทางชมรมจึงขอความร่วมมือกับประชาชนที่มาเที่ยว ของดการให้อาหารกับสัตว์ทุกกรงนะคะ ทางชมรมไม่อยากให้สัตว์ต้องล้มป่วยตาย เพราะฝีมือของคนบางคนที่ไม่เคารพกฎ ซึ่งทางชมรมและเทศบาลก็ได้ติดป้ายไว้แล้ว

ทางชมรมอยากให้สัตว์อยู่กับพวกเราไปนานๆให้เด็กๆมาเรียนรู้นอกห้องเรียน ขอความกรุณานะคะช่วยกันบอกต่อถ้ามาเที่ยวแล้วเห็นคนที่ไม่เคารพกฎด้วยนะคะ อย่าทำร้ายพวกเค้าด้วยความหวังดีกันอีกเลยนะคะ” ทั้งนี้ ได้มีคนเข้าไปแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนากจินนี่ ซึ่งผู้โพสต์ก็ตอบว่ามีคนไร้จิตสำนึกเอาปูเค็มให้จินนี่กิน จนท้องเสียขั้นรุนแรง

สุดเศร้า หลานกตัญญู 10 ขวบ ลากย่าหนีไฟไหม้ สุดท้ายถูกคลอกดับคู่

บรรดาญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้บ้านของชาวเขาเผ่าม้ง บ้านแสงไทร ต.ขุนควร อ.ปง จ.พะเยา  เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นเหตุทำให้สองย่าหลาน เสียชีวิตในกองเพลิง  ต่างได้ร่วมกันทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทั้งสอง ซึ่งเป็นไปตามประเพณีความของชาวเขาเผ่าม้ง ที่ต้องการให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับบ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.30 น. ได้เกิดเพลิงไหม้บ้านของนายเลา อายุ 79 ปี เป็นเหตุให้นางช้าง อายุ 70 ปี  ภรรยาของนายเลา ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง และ ด.ช.เกรียงไกร อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหลาน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งคู่

ด.ช.ไกรวิทย์  เล่าให้ฟังว่า  ขณะนอนหลับอยู่กับปู่  ตนเองรู้สึกร้อนที่ปลายเท้า  ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา  เห็นไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว โดยต้นเพลิงมาจากห้องนอนของย่ากับน้องชาย  และไม่สามารถหนีออกทางประตูบ้านได้ เนื่องจากถูกไฟไหม้อย่างหนัก  ก่อนจะเรียกปู่ให้ตื่น โดยปู่ได้ใช้เท้าถีบฝาผนังบ้านจนพังเป็นช่อง เพื่อจะพากันหนีออกไปจากตัวบ้าน  แต่ในขณะนั้นตนเองเห็นน้องชายที่กำลังสำลักควันฟกำลังพยายามดึงร่างของผู้เป็นย่าที่ไม่รู้สึกตัว เพื่อให้พ้นจากกองเพลิงที่กำลังโหมไหม้ ก่อนที่น้องชายจะล้มฟุบลงไป และทั้งสองถูกไฟคลอก

ตนเองจึงได้ตัดสินใจหนีออกมานอกตัวบ้านพร้อมกับปู่  ก่อนที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาช่วยกันดับไฟ  บ้านก็ถูกไฟไหม้มอดไปทั้งหลังพร้อมๆ กับย่าและน้องชาย ซึ่งขณะนี้ ด.ช.ไกรวิทย์ ยังอยู่กับอาการตกใจ และรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการเปิดพัดลมให้กับนางช้าง และคาดว่าน่าจะเกิดความร้อนสะสม ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นดังกล่าว

โชเฟอร์แท็กซี่หื่น! ซ้อม-ข่มขืนสาวบราซิล ก่อนทิ้งกลางทุ่งนา

สาวชาวบราซิลวัย 22 ปี เรียกแท็กซี่หน้าสนามบินดอนเมือง ไปหาเพื่อนที่ทองหล่อ แต่กลับถูกโชเฟอร์พาไปสุพรรณบุรี ก่อนข่มขืนและทำร้ายร่างกาย ล่าสุดจับกุมตัวได้แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเมื่อกลางดึกที่ผ่านมาว่า พบหญิงสาวชาวต่างชาติถูกข่มขืนอยู่ในสภาพได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ทุ่งคอก พลเมืองดีนำตัวส่ง รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 อ.สองพี่น้อง

จากการสอบสวน สาวนักท่องเที่ยวผู้เคราะห์ร้ายชาวบราซิล วัย 22 ปี ให้การว่า นั่งเครื่องบินมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลา 10.30 น. มาลงที่สนามบินดอนเมือง เวลา 13.30 น. วันที่ 25 เม.ย. เพื่อมาพบเพื่อนที่บินล่วงหน้ามาก่อนแล้ว หลังออกจากสนามบินได้เดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามและเรียกแท็กซี่สีเหลืองคาดเขียวให้มาส่งที่ซอยทองหล่อ ซึ่งช่วงนั้นยังสามารถติดต่อกับเพื่อนชาวต่างชาติทางไลน์ที่รออยู่ที่ซอยทองหล่อ แต่หลังจากขึ้นนั่งรถแล้วไม่สามารถติดต่อเพื่อนได้อีก

โดยแท็กซี่ได้พาอ้อมออกมาชานเมืองทางด้าน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม กระทั่งเข้าเขตพื้นที่หมู่ 8 ต.ทุ่งคอก คนขับแท็กซี่ได้พาเข้าไปในเส้นทางกลางทุ่งนา จากนั้นจอดรถแล้วพยายามลวนลาม พอขัดขืนกลับถูกทำร้ายทุบตีอย่างหนัก พยายามต่อสู้จนหมดแรงจึงถูกคนร้ายลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ แล้วทิ้งตนไว้ในที่เกิดเหตุก่อนหลบหนีไป จนมีชาวบ้านมาพบแล้วช่วยพาส่งโรงพยาบาล ต่อมา พลตำรวจตรี สุคุณ พรหมายน ผู้บังคับการตำรวจภูธร จว.สุพรรณบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาที่ รพ. เพื่อสอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมสเก็ตช์ภาพคนร้ายและสั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจสอบสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ เพื่อติดตามตัวคนร้ายดำเนินคดีต่อไป โดยล่าสุดมีรายงานว่า สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้แล้ว

โจ๋ปาระเบิดใส่สน.ห้วยขวาง สารภาพแค้นแทนเพื่อนถูกจับเมาแล้วขับ

จากกรณีที่มีกลุ่มวัยรุ่น 3 คน โยนระเบิดริมถนนหน้า สน.ห้วยขวาง แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. โดยลักษณะกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 3 คน ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ มาด้วยกัน 1 คัน มาจากถนนประชาสงเคราะห์ เข้ามาภายในซอย 32 ผ่านหน้า สน.ห้วยขวาง จังหวะขับผ่านคนซ้อนท้ายได้โยนวัตถุระเบิดลงริมถนนแล้วเกิดระเบิดขึ้นเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. บริเวณหน้า สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว นายเอกชัย หรือ แก๊ป อายุ 21 ปี (คนโยนระเบิด) นายทศพล หรือ ต้า อายุ 27 ปี คนขับรถ นายณัฐพงษ์ หรือ โจ อายุ 21 ปี คนซ้อน 3 ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 1015-1016-1017/2560 ลงวันที่ 25 เมษายน 2560 ข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิด และทำให้เกิดระเบิด ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย พร้อมของกลาง เสื้อกางเกงในวันก่อเหตุ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเอ็มเอสเอ็กซ์ 125 สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ประทัดขนาดเล็ก (ปิงปอง) จำนวน 20 ลูก

จากการสอบถาม นายเอกชัย ให้การรับสารภาพว่า ทำไปด้วยความคึกคะนอง เนื่องจากนายโจที่เป็นเพื่อนสนิท ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง จับกุมข้อหาเมาแล้วขับ ในวันสงกรานต์ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา จนเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ตนดื่มสุราจนมึนเมา แล้วนำวัตถุระเบิดที่ทำขึ้นมา เดินทางไปหานายโจที่คอนโดฯ แต่มีเพื่อนของนายโจอยู่ด้วย จึงชักชวนกันไปก่อเหตุดังกล่าว พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การยอมรับสารภาพตลอดทั้งข้อกล่าวหา โดยมีนายแก๊ปเป็นผู้ประกอบระเบิด และเป็นผู้โยนระเบิด ก่อนนายแก๊ปจะชวนนายโจและนายต้ามาด้วย

ลูกเขยยิงพ่อตาดับ แค้นถูกบอกให้เลิกยุ่งกับลูกสาว

ลูกเขยวัย 31 ปี บุกยิงพ่อตาถึงบ้านจนเสียชีวิต หลังถูกกีดกันไม่ให้คบกับลูกสาว เพราะเห็นว่าฝ่ายชายไม่ทำงานทำการ ทั้งยังยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุมีคนยิงกันจนมีผู้เสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบศพ นายแปลกเพชรศรี อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงเข้าที่บริเวณท้ายทอย 1 นัด กลางหลัง 4 นัด นอนเสียชีวิตที่โต๊ะม้าหินข้างบ้านหลังเกิดเหตุ

จากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายแปลก นั่งกินกาแฟอยู่ที่โต๊ะม้าหินข้างบ้าน ได้มี นายศุภกิจ ทองดีเพ็ง อายุ 31 ปี ลูกเขย ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อนเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน แล้วเดินเข้าไปยิงใส่ นายแปลก 5 นัด เสียชีวิตทันที

สาเหตุคาดว่านายศุภกิจ จะโกรธแค้นที่ก่อนหน้านี้ นายแปลก ได้ให้ลูกสาวเลิกกับนายศุภกิจ เนื่องจากเห็นว่านายศุภกิจ ไม่ทำงานทำการและยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.นาขยาด ได้เข้าไปตรวจสอบที่บ้านของ นายศุภกิจ ในพื้นที่ อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ปรากฏว่าไม่พบตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงกระจายกำลังติดตามตัวนายศุภกิจ เพื่อนำตัวมาสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

รวบแล้ว! “ต้น ห้องน้ำ” ยกพวกยิงถล่ม “วิน จยย.หมอชิต” ดับ 6

เจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงข่าวจับกุม “ต้น ห้องน้ำ” หนึ่งในผู้ต้องหาก่อเหตุยิงถล่มคู่อริ บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เมื่อปี 2557 เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ กองปราบปราม มีการแถลงข่าวจับกุม นายสุรชัย หรือ “ต้น ห้องน้ำ” อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5/2557 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งจับกุมได้ที่ร้านตัดผมแห่งหนึ่ง ใกล้กับหมู่บ้านปูนซีเมนต์ไทย ถ.ประชาชื่น แขวงและเขตจตุจักร กทม.

ทั้งนี้เมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค. 2557 เกิดเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างกลุ่ม กม.11 กับกลุ่มวิน จยย.รับจ้าง ภายในสถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งทั้งสองกลุ่มเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน รวมทั้งยังมีความขัดแย้งเรื่องการจัดคิวรถตู้โดยสาร ก่อนจะยกพวกใช้อาวุธปืนยิงถล่มเข้าใส่กันอย่างอุกอาจ แบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 คน เหตุเกิดขึ้นภายในบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต หลังเกิดเหตุตำรวจ สน.บางซื่อ สอบสวนจนทราบตัวคนร้ายซึ่งอยู่ในกลุ่ม กม.11 เป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมกับออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน คือ นายสุรชัย อายุ 34 ปี, นายวราวุธ อายุ 35 ปี และ นายอโณทัย อายุ 30 ปี

ต่อมาในปี 2558 สน.บางซื่อ ก็ตามจับกุม นายอโณทัย ไว้ได้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีคดีไประหว่างขอประกันตัวในชั้นศาล ส่วนนายสุรชัย ผู้ต้องหา สืบทราบว่าหลบหนีคดีมาอาศัยอยู่ที่ย่านงามวงศ์วาน จึงเฝ้าติดตามจับกุมไว้ได้ พร้อมกับขยายผลเข้าตรวจค้นที่พัก แต่ไม่พบอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมาย คดีนี้จึงเหลือเพียง นายวราวุธ ที่ยังหลบหนี เบื้องต้นจากการสอบสวนนายสุรชัย ให้การว่า ตนนั้นเคยทำงานเฝ้าห้องน้ำอยู่ในสถานีขนส่งหมอชิต ส่วนคดีที่เกิดขึ้นตนให้การปฏิเสธ โดยขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น

รวบลูกกตัญญูหลงผิดค้ายาบ้า ขอก้มกราบบุพการีก่อนถูกจับ

ลูกชายวัย 44 ปี หลงเดินทางผิดค้ายาบ้า อ้างหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขอกราบลาบุพการีชดใช้กรรม ก่อนเจ้าหน้าที่จะคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อเวลา 17.00 น. นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ สาลีวัน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง และกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายธวัชชัย อายุ 44 ปี ในข้อหาเสพยาเสพติด และครอบครองเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ของกลางยาบ้า 2 เม็ด

นายนรเสฏฐ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของผู้ต้องหา มีการใช้บ้านพักลักลอบจำหน่ายยาบ้า ให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ และเสพยาเสพติด จึงนำกำลังบุกเข้าจับกุมตัว พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด และอุปกรณ์การเสพ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ค้ายาบ้าจริง เพื่อต้องการนำเงินไปเลี้ยงบุพการีที่ล้มป่วย

เมื่อตรวจสอบภายในบ้าน ต้องถึงกับสลดใจ เมื่อสองผู้เฒ่า ผู้เป็นพ่อวัย 80 ปี และผู้เป็นแม่วัย 77 ปี ได้ป่วยโรคชรานอนติดเตียง ไม่อาจช่วยตัวเองได้ มีเพียงบุตรชายที่ตกเป็นผู้ต้องหา คอยปรนนิบัติเลี้ยงดูในทุกๆ เรื่อง ซึ่งตัวผู้ต้องหาเมื่อรู้ว่าทำผิดต่อบุพการี ได้ก้มลงกราบแทบเท้าขอขมาต่อบุพการี น้ำตาแม่ถึงกับไหลพราก เป็นภาพที่อเนจอนาถใจยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.พลูตาหลวง มาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมติดต่อญาติมาให้การดูแลแทนสองผู้เฒ่า เพราะทั้งคู่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ แม้จะกินอาหารหรือปลดทุกข์ก็ตาม

สองตายายเก็บเห็ด ขอตำรวจคุ้มครอง ก่อนวันพิพากษา 2 พ.ค.

ทนายสงกรานต์ พาสองตายายเก็บเห็ดร้อง รอง ผบ.ตร. ขอกำลังคุ้มครองความปลอดภัยก่อนถึงวันพิพากษาฎีกา นายสงกานต์ อัจริยะทรัพย์ ทนายความ พร้อมด้วย นายอุดม และ นางแดง ศิริสอน สองตายายเก็บเห็ดที่ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่า จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี 2553 เดินทางเข้าพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพรามหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัย

เพราะเมื่อเดือนมีนาคม 2559 มีข้าราชการหน่วยงานรัฐกว่า 10 นาย นำรถยนต์กระบะขับเข้าไปที่บ้านพัก ลักษณะข่มขู่ จึงหวาดกลัว พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลที่บุกรุกป่าสงวนจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 72 ไร่ และตัดไม้ต้องห้ามไปกว่า 700 ท่อน ก่อนจะโยนความผิดให้กับสองตายายนั้นเป็นใคร เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่

นายอุดมระบุว่า สิ่งที่ยังกังวลคืออิทธิของเจ้าหน้าที่ กลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ส่วนผลคำพิพากษาไม่ว่าจะออกมาอย่างไร ตนเองก็พร้อมจะยอมรับและไม่คิดจะหนีไปไหน ทั้งนี้เรื่องการเก็บเห็ดนั้นทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จึงไม่คิดว่าจะมีความผิดด้านพลตำรวจเอกศรีวราห์ ได้รับเรื่องดังกล่าวและสั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าคุ้มครองความปลอดภัยสองตายายแล้ว รวมถึงสั่งการให้ตรวจสอบหาบุคคลที่บุกรุกป่าด้วย

แทบขาดใจ! หนุ่มเดินขึ้นเขาหาของป่า ช็อกเจอศพพ่อตัวเองที่หายตัวนาน 13 วัน

สุดช็อก! หนุ่มเดินขึ้นเขาลวกหาของป่า ผงะเจอศพนอนอืด กลิ่นเหม็นลอยฟุ้ง เข้าไปดูใกล้ๆแทบช็อกเมื่อพบว่าเป็นศพพ่อตัวเองที่ออกตามหานาน 13 วัน คาดอากาศร้อนจัดจึงเป็นลมหมดสติกะทันหัน ความคืบหน้ากรณี นางสาวนิศาชล อายุ 44 ปี วอนสื่อช่วยติดตามหาบิดาของตนเองคือ นายชาย อายุ 85 ปี อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ซึ่งมักมีอาการหลงๆลืมๆ ได้หายตัวออกไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2560

ล่าสุด นายสำราญ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลูกชาย ได้ขึ้นไปบนเขาลวกเพื่อไปหาเก็บผัก เก็บของป่ามาประกอบอาหารตามวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเดินเข้าป่าพร้อม สุนัข จำนวน 10 ตัว ขณะที่เดินหาของป่า ได้ยินเสียงสุนัขเห่าเสียงดัง พร้อมวิ่งไปมา ตนจึงรีบเดินไปดูตามเสียง และได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง เมื่อไปถึงจุดที่สุนัขเห่า ก็ถึงกับผงะเมื่อพบว่ามีศพคนนอนเสียชีวิต ไม่สวมรองเท้า ในสภาพนอนหงาย ขึ้นอืด ผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด และเริ่มเน่า ส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณ และเมื่อสังเกตก็ต้องตกใจเป็นสองเท่า เพราะผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่ตรงหน้า คือนายชาย อายุ 85 ปี พ่อของตนเอง ที่ญาติๆพากันออกตามหารวมเวลากว่า 13 วัน โดยไม่คิดว่าจะได้พบพ่อในสภาพที่กลายเป็นศพอยู่ในป่าบนเขาแบบนี้

จากนั้น นายสำราญ ชูใส จึงได้รีบลงจากเขาไปแจ้งให้ครอบครัวทราบว่าเจอนายชาย ผู้เป็นพ่อแล้ว ซึ่งกลายเป็นศพอยู่ในป่าเขาลวก มีความสูง ประมาณ 500 เมตร โดยจุดที่พบศพอยู่ห่างจากตัวบ้าน 6 กิโลเมตร จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังโป่ง ทราบ ก่อนประสานขอกำลัง กู้ภัยวังโป่งรวมใจ พร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.วังโป่ง เข้าพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้ หรือถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน โดยทางญาติไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ช่วยกันนำศพลงมาจากเขา ด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นพื้นที่ป่าเขาสูงชัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงนำศพลงมาได้สำเร็จ ก่อนมอบให้ญาติ นำไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป