กางโผ! “11 แข้งช้างศึก” เปิดบ้านฟัด “เศรษฐีน้ำมัน” คัดบอลโลก

ทีมชาติไทย เตรียมลงทำศึกนัดที่ 6 ของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่ม บี ในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม นี้ โดยจะพบกับ ซาอุดิอาระเบีย ที่แม้ฟอร์มจะไม่เข้าตา แต่ก็สามารถเก็บแต้มได้เรื่อยมาจนผงาดนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี โดยเกมนี้จะทำการแข่งขันกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เกมนี้แฟนบอลชาวไทย รอลุ้นและรอเชียร์กันได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางช่อง 7 สี

ขณะที่ในเรื่องของตัวผู้เล่น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือขวัญใจชาวไทยมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ประกาศในงานแถลงข่าวก่อนเกมว่า “เกมนัดนี้ต้องมีแต้มในบ้าน ไม่สามแต้ม ก็หนึ่งแต้ม” หลังเคยเจอกันมาแล้วในเกมนัดประเดิมสนาม ซึ่งขุนพลช้างศึก โชว์ฟอร์มได้ไม่เป็นรอง เกมนี้คาดว่า “กุนซือจอมตีลังกา” จะไม่เปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากเกมเปิดบ้านเสมอกับ ออสเตรเลีย มากนัก โดยจะยังยึดระบบ 3-5-2 ซึ่งคาดการณ์ว่า 11 นักเตะจะเป็นดังต่อไปนี้ ผู้รักษาประตูแน่นอนจะเป็นใครไปไม่ได้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะลงเฝ้าเสา กองหลังสามคน ประกอบด้วย กรวิทย์ นามวิเศษ, อดิศร พรหมรักษ์ และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ในส่วนของวิงแบ็กสองข้าง ฝั่งขวาจะเป็น ทริสตอง โด ที่ระยะหลังโชว์ฟอร์มดีเหลือเกินกับต้นสังกัด เมืองทอง ยูไนเต็ด และแน่นอนฝั่งซ้ายจะเป็นใครไปไม่ได้ “กัปตันอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน

แผงมิดฟิลด์ อย่างที่รู้กันดีว่าจะไม่มี สารัช อยู่เย็น กองกลางขาประจำที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บหนักต้องพักยาว คาดว่า ชาริล ชัปปุยส์ จะได้ลงแทนตำแหน่งดังกล่าวร่วมกับ ปกเกล้า อนันต์ มิดฟิลด์จาก “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด ส่วน ชนาธิป สรงกระสินธ์ จะเป็นตัวสร้างสรรค์เกมบุกตะลุยพาบอลปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งเหมือนเดิม แนวรุกในตำแหน่งหน้าเป้าคู่จะเป็น “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งที่ผ่านมา จับคู่กับ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงสังกัด กิเลนผยอง ที่เพิ่งจะซัดครบ 100 ตุงในเกมไทยลีก

‘ซิโก้’ห่วงนักเตะจิตตก เร่งฟื้นสภาพจิตใจก่อนดวลญี่ปุ่น ยังลังเลหาตัวแทน ‘ธีราทร’

หลังจากที่ทีมชาติไทย พลาดท่าถูกซาอุดีอาระเบีย บุกมาถล่มเอาชนะถึง 3-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย กลุ่มบี นัดที่ 6 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายหลังเกมการแข่งขัน “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า ต้องขอโทษแฟนบอลกับผลงานที่น่าผิดหวัง เกมนี้นักเตะทุกคนตั้งใจที่จะเปิดเกมรุกสู้ตั้งแต่ต้น พยายามเพรสซิ่งใส่ผู้มาเยือน แต่การเสียประตูแรกทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนในครึ่งหลัง จนกระทั่งเสียประตูที่ 2-3 ก็ทำให้นักเตะหมดกำลังใจลงไป ส่วนหนึ่งต้องชมซาอุฯ ที่มาเยือนด้วยความพร้อมอย่างมาก

เฮดโค้ชทีมชาติไทย กล่าวต่อว่า การเจอกับญี่ปุ่นนัดต่อไปจะต้องขาด ธีราทร บุญมาทัน แบ๊กซ้ายกัปตันทีม ซึ่งจะต้องปรึกษากับทีมงานก่อนว่าจะเรียกตัวใครมาแทน ก็รู้สึกเสียดายเพราะถือว่าเป็นกำลังสำคัญของทีม “เกมกับซาอุดีอาระเบียเป็นเกมที่ยากแล้ว แต่ว่าเกมหน้ากับญี่ปุ่นนั้นเป็นเกมที่ยากยิ่งกว่า เพราะเป็นทีมที่มีความหลากหลาย อีกทั้งยังต้องบิ๊วอารมณ์นักเตะให้มีความหึกเหิมกลับมาอีก ซึ่งวันรุ่งขึ้นต้องรีบเดินทางแต่เช้า ก็เป็นห่วงว่าคืนนี้คงมีนักเตะหลายคนนอนไม่หลับ”

ส่วนการทำเข้าประตูตัวเองของ “ตั้ม”​ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ นั้น ซิโก้ กล่าวว่า ไม่โทษนักเตะคนใดคนหนึ่ง เพราะตั้มเองก็ทำงานหนักเพื่อทีมอยู่แล้ว การแพ้ก็ถือว่าแพ้ด้วยกันทั้งทีม จากนี้คงต้องปลุกนักเตะให้มีความกระหายมากที่สุดเพื่อชนกับญี่ปุ่นต่อไป ด้านเบิร์ก ฟาน มาร์ไวก์ กล่าวว่า ดีใจที่เกมนี้สามารถบุกมาเก็บชัยชนะได้ ผลนั้นมาจากการที่ทีมได้เดินทางมาเก็บตัวก่อนถึง 1 สัปดาห์ ทำให้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศได้ดี แม้ว่าครึ่งหลังอาจจะมีอาการล้าไปบ้าง แต่ก็ตั้งเป้ามาเก็บ 3 คะแนนที่บ้านไทยอยู่แล้ว

จับตาดู “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ให้ดี!

เมื่อปีที่แล้วถ้าจำกันได้ “แซม อัลลาร์ไดซ์” กลายเป็นกุนซือที่ทำสถิติการคุม “ทีมชาติอังกฤษ” ดีที่สุดคนนึง จากผลงาน 1 นัด ชนะ 1 นัด นั่นหมายความว่าชนะ 100 เปอร์เซนต์ ซึ่งบิ๊กแซมต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้เพราะปากตัวเองแท้ๆ ทำให้ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” กุนซือทีมชาติชุดเล็กตอนนั้นทำหน้าที่ขัดตาทัพแทน หลังจากพาทีมลงแข่ง 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 โดย ชนะ “มอลตา” 2-0 “สก็อตแลนด์” 3-0 และ เสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 “สเปน” 2-2 เป็นผลทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือเอฟเอ ตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปี กับกุนซือหนุ่มใหญ่วัย 46 ปี เป็นนายใหญ่ขุนพลสิงโตคำรามแบบเต็มตัว

แน่นอนว่ามีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่ากุนซือที่มีประสบการณ์การคุมทีมในระดับสโมสรเพียงแค่ “มิดเดิ้ลสโบรช์” ทีมเดียวจะไหวหรือ เพราะ “ความคาดหวัง” สูงมาก ในการพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการเป็น “แชมป์” ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆอย่าง “ฟุตบอลโลก 2018” รัสเซีย รวมทั้งฟุตบอล “ยูโร 2020” ที่ยูฟ่าเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ไม่ใช่ชาติเจ้าภาพแต่เป็นสนามของประเทศต่างๆในยุโรป (เหตุผลเนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจในยุโรปไม่ดี และไม่ต้องการให้ประเทศเจ้าภาพแบกภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล) ถ้าดูจากสถานการณ์ของขุนพลสิงโตคำรามตอนนี้ เป้าหมายแรกของ “เซาธ์เกต” คือพาทีมเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม ซึ่งลงสนามไปแล้ว 4 นัด มี 10 คะแนน ถือว่าไม่ปลอดภัยเพราะทีมอันดับ 2 “สโลวีเนีย” มี 8 คะแนน และ อันดับ 3 “สโลวาเกีย” มี 6 คะแนน ถ้าเกิดพลาดสัก 2 นัดจาก 6 นัดที่เหลือก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ไม่เข้ารอบได้เหมือนกัน จริงๆก็ต้องเห็นใจ “เอฟเอ” ในตอนที่ตัดสินใจแต่งตั้ง “เซาธ์เกต” ด้วย เพราะยุคนี้ยังนึกถึงกุนซือชาวอังกฤษฝีมือดีๆหรือประสบการณ์สูงที่จะฝากความหวังไว้ได้ แถมกุนซือชื่อดังชาวต่างชาติหลายคนก็เลือกที่จะทำงานในระดับสโมสรยักษ์ใหญ่มากกว่า จึงมองว่า “เซาธ์เกต” โชคดีด้วยที่ยุคนี้ไม่มีใครมาเป็นคู่แข่งเก้าอี้นายใหญ่ทีมชาติ และเอฟเอก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

ส่วนตัวเองเชื่อว่า “เซาธ์เกต” ยังมือไม่ถึงที่จะมารับงานใหญ่ระดับทีมชาติ ถ้าดูผลงานจากการคุมทีม 4 นัดเหมือนจะสวยหรู แต่ถ้าเอาภาพการเล่นรายละเอียดตลอด 90 นาทีในแต่ละนัดมาดูอีกที จะเห็นว่า “ผลงานไม่น่าประทับใจเลย” ชนะทีมสมันน้อย “มอลตา” 2 ลูก ขณะที่คู่แข่งร่วมกลุ่ม “สก็อตแลนด์” กดไป 5 เม็ด บุกเสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 ทั้งๆที่ทีมอย่างอังกฤษมีดีกว่า ต้องชนะ หรือเกมอุ่นเครื่องในบ้านกับ “สเปน” เอง ยิงนำไปก่อน 2-0 เพราะขุนพลกระทิงดุยังไม่ใช่ตัวหลัก แต่พอเปลี่ยนลงมาครึ่งหลังถูกตีเสมอ 2-2 และถ้าไปดูสถิติหลังเกมจะเห็นว่า คู่แข่งครองบอลกดดันมากกว่า 66 เปอร์เซนต์ต่อ 34 เปอร์เซนต์ โอกาสยิงยังน้อยกว่าอีก มาถึงตรงนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้นอกจากรอดู “เซาธ์เกต” ทำงานของตัวเองต่อไป โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ที่เป็นฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติ วันนี้ขุนพลสิงโตคำรามต้องบุกไปเยือนขุนพลอินทรีเหล็ก “ทีมชาติเยอรมัน” ก่อนวันอาทิตย์ที่จะถึงเปิดบ้านเจอ “ทีมชาติลิธัวเนีย” (นัดนี้ยังไงต้องชนะ)

เสริมด่วน! “ช้างศึก” เรียก “นูรูล” ติดทัพลุยญี่ปุ่นคัดบอลโลก

“ช้างศึก” ทีมชาติไทยตัดสินใจเรียก นูรูล ศรียานเก็ม เข้ามาเสริมทัพ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่มบี นัดที่ 7 ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น

ตามที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่ม บี นัดที่ 7 ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 นั้น ทางทีมงานสต๊าฟฟ์ได้ประชุมและปรึกษากัน พร้อมตัดสินใจเรียก นูรูล ศรียานเก็ม มาเสริมทัพก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น นูรูล ศรียานเก็ม จะเดินทางตามไปสมทบกับทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดใหญ่ในภายหลัง ซึ่งทางสมาคมฯ จะประสานงานเรื่องการเดินทางทั้งหมด

นักกีฬาฟุตบอลชายทีมชาติไทย ทั้งหมด จะรวมตัวกันที่ ท่าอากาศยาน นานาชาติสุวรรณภูมิ ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น. เพื่อเตรียมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และทำการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี นัดที่เจ็ด ที่จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่สนาม ไซตามะ สเตเดียม ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560 เวลา 17.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นเร็วกว่าประเทศไทยสองชั่วโมง

ตรวจความพร้อม “ไทย” ปะทะ “ซาอุดิอาระเบีย”

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 กลุ่มบี ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เวลา 19.00 ทีทชาตื “ไทย” จะเปิดบ้านรับมือ ทีมชาติ “ซาอุดิอาระเบีย” ความพร้อมของทีมเจ้าบ้าน “ไทย” ของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประกาศตัดตัว นักเตะ 5 คน ออกจากทีมชุดนี้ได้แก่ จอร์นาตา แวร์ซูรา , นูรูล ศรียานเก็ม , ธนา ชนะบุตร ,รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก และ ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร ขณะที่อีก 23 ขุนพล ล้วนเป็นขุนพลเก่าของซิโก้แทบทั้งหมด โดยจะมีหน้าใหม่เพิ่มเข้ามาแค่คนเดียวเท่านั้น คือ วัฒนา พลายนุ่ม

11 ตัวจริงที่คาดว่า “ซิโก้” จะใช้งานในเกมนี้ น่าจะใช้ระบบ 3-4-1-2 เหมือนเกมเสมอออสเตรเลีย โดยมี กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เฝ้าเสา เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน ฝั่งซ้ายใช้ กรวิทย์ นามวิเศษ ขวาเป็น อดิศร พรหมรักษ์ ตรงกลางใช้ ประทุม ชูทอง วิงแบ็กซ้ายให้ ธีราทร บุญมาทัน สวมปลอกแขนกัปตันทีม ฝั่งขวามี ทริสตอง โด โดยมี ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กับ วัฒนา พลายนุ่ม เป็นคู่มิดฟิลด์ตัวรับ ปล่อยให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำเกม โดยมี อดิศักดิ์ ไกรษร กับ ธีรศิลป์ แดงดา ด้านฝั่งทีมเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” ของเบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ กุนซือชาวดัชต์ ตอนนี้เป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี พวกเขา ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 1 มี 10 แต้มเท่ากับญี่ปุ่น แต่ได้เปรียบที่ลูกได้เสียที่ดีกว่า 1 ลูก ดังนั้นเกมจึงมาเพื่อเก็บสามแต้มให้ได้ และต้องเอาชนะให้ได้หลายๆลูกด้วย ถ้าอยากจะได้เปรียบเรื่องลูกได้เสีย

โดยเกมนี้หมดสิทธิ์ใช้งาน 3 นักเตะตัวหลักอย่าง โอซามะห์ เฮาซาวี, ฮัสซัน มุอ๊าต ที่ติดโทษแบน และ ฟาฮัด อัล มูวาลัต ที่ยังไม่เต็มร้อยร้อย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ หัวหอกตัวหลัก โมฮัมเหม็ด อัล ชาลาวี่ วัย 30 ปีจากสโมสร อัล นาสเซอร์ ผู้มีสถิติทำไป 26 ประตู จาก 28 นัดในนามทีมชาติ จะมีชื่อกลับมาล่าตาข่ายให้ทีมได้ในแมตช์นี้ หลังจากเกมที่ริยาด ไม่มีชื่อของเขาเจอกับไทย รวมไปถึงแกนหลักรายอื่นที่น่าสนใจ ไทซา อัล จัสซิม กองกลางวัย 32 ปีที่เล่นให้ทีมชาติไปแล้ว 114 นัด หรือ ยาย่า อัล เชห์รี่ มิดฟิลด์ จากอัล นาสเซอร์

ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน!!

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวหมดเวลาการแข่งขัน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ท่ามกลางความผิดหวังของแฟนบอลชาวไทย ที่ “แข้งช้างศึก” เป็นฝ่ายแพ้ “เศรษฐีน้ำมัน” ซาอุดิอาระเบีย 0-3 ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ส่งผลให้ถึงตอนนี้ ผ่านไปแล้ว 6 เกม ทีมชาติไทย เก็บได้เพียงแต้มเดียว อยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่มบี และนั่นทำให้โอกาสในการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย ดูริบหรี่ลงไปอีก โดยตลอด 90 นาที เชื่อเหลือเกินว่า แฟนๆคงอึดอัดกับรูปเกมที่มีความผิดพลาดของนักเตะไทยเกือบตลอดทั้งเกม ไม่เถียงครับว่าแข้งช้างศึกยังกระหาย และวิ่งลืมตายเหมือนเดิม แต่จังหวะจ่ายบอลทีเด็ดทีขาดของเราแถบไม่มีเลย จนเป็นผลให้มีโอกาสลุ้นเข้าทำในเกมนี้เพียงไม่กี่ครั้ง

กลับกันพูดกันตามตรง ซาอุดิอาระเบีย ก็ไม่ได้มีอะไรที่เลิศหรู เพียงแต่จังหวะทีเด็ดทีขาดเขาแน่นอนมาก ไม่ว่าจะเป็นประตูแรกที่ทำได้ จากการวางบอลเข้าเขตโทษให้ โมฮัมเหม็ด อัล ชาห์ลาวี่ จบซึ่งนั่นเป็นโอกาสเดียวในครึ่งแรกที่ “เศรษฐีน้ำมัน” ซัดตรงกรอบ ขณะที่ในครึ่งหลัง ทีมจากตะวันออกกลาง หันมาเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เมื่อสามารถบวกประตูเพิ่มในช่วงท้ายเกม จากการจ่ายบอลที่เด็ดขาดเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นประตูได้ ผิดกับของเราที่เคาะบอลกันไปมาก่อนจะมาเสียในจังหวะสุดท้าย อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้ ก็คือเรื่องฟอร์มของนักเตะไทย บางรายดูขาดความมั่นใจไม่เหมือนก่อน ออกบอลแต่ละทีนี่เล่นเอาลุ้นเหนื่อย หรือภาษาบ้านๆก็คือฟอร์มไม่ดีนั่นเอง แต่ยังคงได้รับโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ขัดใจบรรดาแฟนบอลมาอย่างต่อเนื่อง และดูทีท่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป

คำถามคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชใหญ่ทีมชาติไทย ทำไมไม่ให้โอกาสนักเตะที่กำลังโชว์ผลงานได้ดีในเกมลีกมาติดทีม หลายคนโดดเด่นขึ้นมา แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล ขณะที่นักเตะคู่บารมีหลายรายที่ระดับสโมสรแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ลงบ้างไม่ลงบ้าง ยังคงมีชื่อติดทีมอยู่เสมอ ผิดกับหลายๆชาติที่เลือกผู้เล่นเข้ามาติดทีมด้วยตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดในเวลานั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือคู่แข่งร่วมกลุ่มอย่าง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจดร็อป เคสุเกะ ฮอนดะ และ ชินจิ โอคาซากิ สองสตาร์ดังที่แม้จะค้าแข้งอยู่ในเวทียุโรป แต่เมื่อฟอร์มไม่ดีก็ต้องหลุด ในเกมบุกไปเอาชนะ ยูเออี 2-0 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา แถมนักเตะที่ได้รับโอกาสแทนอย่าง ยูยะ คุโบะ กองหน้าดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มฮอต ซัดไป 5 ประตู จาก 7 นัด กับ เกนท์ ต้นสังกัดในลีกเบลเยียม รวมถึง ยาสุยูกิ คอนโนะ กองกลางจอมเก๋าของ กัมบะ โอซาก้า ที่หลุดทีมชาติไปนานร่วมปี แต่เมื่อโชว์ฟอร์มกับต้นสังกัดดีก็ถูกเรียกตัวมาติด ต่างทำประตูได้ในเกมนี้ทั้งคู่

‘ปืนใหญ่’ เจอศึกหนัก บุกเยือนเสือใต้ ศึกชปล. 16 ทีม นัดแรก

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ทีมดังพรีเมียร์ลีก เจอศึกหนักเมื่อ ต้องบุกไปเยือน“เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก มหาอำนาจลูกหนังเมืองเบียร์ ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2016-17 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก คืนนี้ (พุธ 15 ก.พ.) โดยเกมนี้ อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซือขงเบ้งของอาร์เซนอล อาจตัดสินใจดร็อปเมซุต โอซิล กองกลางจอมทัพทีมชาติเยอรมนี ออกจากทีม 11 คนแรก เนื่องจากมีปัญหาฟอร์มตก แต่แนวรุกยังมีอเล็กซิส ซานเชซ, ธีโอ วัลคอตต์ และโอลิวิเยร์ ชิรูด์ เป็นตัวทีเด็ด ขณะที่คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือบาเยิร์นฯ เตรียมจัดทัพใหญ่เต็ม อัตราศึก นำโดยโทมัส มุลเลอร์, อาร์เยน ร็อบเบน และโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี เป็นสามประสานแนวรุก เริ่มเตะ 02.45 น. ถ่ายทอดสดทางทรูบีอิน สปอร์ต 1 ด้าน “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์เก่า จะส่ง คริสเตียโน โรนัลโด และคาริม เบนเซมา ลงล่าตาข่าย ในเกมที่จะเปิดรังรับมือนาโปลี ทีมแกร่งจากอิตาลี เริ่มแข่ง 02.45 น.เช่นกัน ยิงสดทางทรู บีอิน สปอร์ต ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2016-17 คืนนี้ (พุธ 15 ก.พ.) เป็นเกมรอบน็อกเอาต์ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก รวม 2 คู่ โดยคู่เอกเป็นเกมบิ๊กแมตช์ ระหว่าง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก มหาอำนาจลูกหนังเมืองเบียร์ จะเปิดสนามอัลลิอันซ์ อารีนา ต้อนรับการมาเยือนของ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ทีมยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มเตะ 02.45 น. ถ่ายทอดสดให้ชมทางทรูบีอิน สเปอร์ต 1 (676) และพีพีทีวี

“เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก ฟอร์มกำลังร้อนแรง นำโด่งเป็นจ่าฝูงของศึกบุนเดสลีกาแบบยาวๆ โดยทิ้งอันดับ 2 แอร์เบ ไลป์ซิก ห่างถึง 7 แต้ม เกมนี้คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือชาวอิตาเลียนของบาเยิร์นฯ เตรียมจัดทัพใหญ่ลงบู๊เต็มอัตราศึก มี อาร์ตูโร วิดาล, โทมัส มุลเลอร์ และอาร์เยน ร็อบเบน ช่วยกันปั้นเกมรุก คอยสนับสนุนกองหน้าตัวเป้าอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทำประตู นอกจากนี้ “เสือใต้” ยังมีสถิติที่ดีมากๆ ในการเจอกับอาร์เซนอลในศึกแชมเปียนส์ลีก เพราะเคยเขี่ยปืนใหญ่ตกรอบน็อกเอาต์รายการนี้มาแล้วหลายครั้ง ขณะที่ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ฟอร์มหลังสุดในเกมลีก พวกเขาเพิ่งเปิดรังบอมบ์ชนะ ฮัลล์ ซิตี้ 2-0 จากการเหมาซัลโวคนเดียว 2 ประตูของอเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าทีมชาติชิลี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ขึ้นมารั้งอันดับ 3 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ทว่า เกมนี้ อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซือจอมเก๋าของอาร์เซนอล อาจตัดสินใจดร็อป เมซุต โอซิล กองกลางจอมแอสซิสต์ทีมชาติเยอรมนี ที่มีปัญหาฟอร์มตก ออกจากทีม 11 คนแรก แต่ปืนใหญ่จะได้กรานิต ชากา มิดฟิลด์สวิส กลับมาเป็นตัวจริง ส่วนแนวรุกยังมี อเล็กซิส ซานเชซ, ธีโอ วัลคอตต์ และโอลิวิเยร์ชิรูด์ เป็นตัวทีเด็ด

สำหรับแนวโน้มเกมนี้ คาดว่าจะเป็นงานหนักแน่ๆ สำหรับพลพรรค “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เนื่องจากบาเยิร์น มิวนิก มีเกมรุกที่เฉียบคมและแนวรับที่แข็งแกร่ง หากกองหลังปืนใหญ่หยุด มุลเลอร์, วิดาล, ร็อบเบน และเลวานดอฟสกี ไม่อยู่ ก็มีโอกาสเสียประตูสูง ขณะที่ปืนใหญ่ลำพังแค่ซานเชซคนเดียว คงยากที่จะเจาะแนวรับเสือใต้ได้ มองแล้วบาเยิร์นฯมีโอกาสชนะนัดนี้สูงถึง 60% ส่วนอีกคู่นั้น “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์เก่าจากแดนกระทิงดุ จะเปิดสนามซานติอาโก เบอร์นาบิว รับมือ นาโปลี ทีมแกร่งจากเวทีกัลโชซีรีเอ อิตาลี เริ่มแข่ง 02.45 น.ถ่ายทอดสดทางทรูบีอิน สปอร์ต โดยแมตช์นี้ “ราชันชุดขาว” ทีมของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือหัวไข่ดาว จะจัดทัพใหญ่ลงบู๊ โดยมีคริสเตียโน โรนัลโด, คาริม เบนเซมา และลูคัส บาสเกซ เป็นสามประสานแนวรุก ส่วนนาโปลี ทีมอันดับ 3 กัลโช ซีรีเอจะส่งมาเร็ก ฮัมซิก ปั้นเกมรุก คอยป้อนบอลให้ 3 ประสานแนวรุกอย่างดรีส เมอร์เทนส์, ลอเรนโซ อินซิเญ และเอมานูเอเล จัคเครินี เป็นสามประสานแนวรุก

‘เทพไชยา’ สอนเชิง ‘วูลลาสตัน’ 4-0 เฟรม สอยคิวสะสมคะแนนโลก

“เอฟ นครนายก” เทพไชยา อุ่นหนู จอมคิวขวัญใจชาวไทย ไม่ทำให้แฟนชาวไทยผิดหวัง สอยจอมคิวจากเมืองผู้ดี “เบน วูลลาสตัน” ขาดลอย 4-0 เฟรม ฉลุยเข้ารอบ 64 คน พบกับ “ไรอัน เดย์” สนุ้กเกอร์สะสมคะแนนโลกรายการ “เวลช์ โอเพ่น 2017” ส่วนอีก 3 คน “ซันนี่ สายล่อฟ้า” อรรคนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์, “แจ๊ค สระบุรี” เดชาวัต พุ่มแจ้ง และ “หมู ปากน้ำ” นพพล แสงคำ พาเหรดตกรอบ…

วันที่ 15 ก.พ. 60 การแข่งขันสนุ้กเกอร์สะสมคะแนนโลกรายการ “เวลช์ โอเพ่น 2017” ชิงเงินรางวัลรวม 366,000 ปอนด์ หรือประมาณ 16 ล้านบาท ณ มอเตอร์พอยท์ อารีนา เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ เป็นการดวลคิววันแรก รอบแรก “เอฟ นครนายก” เทพไชยา อุ่นหนู จอมคิวขวัญใจชาวไทย มือ 36 ของโลก ที่กำลังเร่งหาฟอร์มเก่งอีกครั้งหลังจากตกรอบแรกมาหลายรายการ พบกับเบน วูลลาสตัน มือ 25 โลกจากอังกฤษ ซึ่งเอฟก็ไม่ทำให้แฟนสอยคิวไทยผิดหวังเรียกฟอร์มเก่งกลับมาด้วยการไล่สอยจอมคิวจาก เมืองผู้ดี ขาดลอย 4-0 เฟรม 71-67 (51), 73-37, 99 (55)-0 และ 55-16 โดยเอฟเข้าไปพบไรอัน เดย์ ในรอบ 64 คนต่อไป

ขณะที่ “ซันนี่ สายล่อฟ้า” อรรคนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์ ต้านพลังคิวของคริส เวคลิน มือ 64 โลกจากอังกฤษไม่ไหว ก่อนพ่ายไป 2-4 เฟรม, “แจ๊ค สระบุรี” เดชาวัต พุ่มแจ้ง ยังคงย่ำแย่ต่อไป พลาดท่าพ่ายดาร์ริล ฮิลล์ มือ 102 โลก 1-4 เฟรม และ “หมู ปากน้ำ” นพพล แสงคำ แพ้จ้าว หยูหลง ดาวรุ่งจากจีน 0-4 เฟรม ด้านสนุ้กเกอร์สะสมคะแนนดิวิชั่น 1 รายการที่ 1 รอบคัดเลือก 64 คนสุดท้าย “แสงโสม พิจิตรคัพ” ที่ทีบีซี สนุ้กเกอร์ เซ็นเตอร์ ปรากฏว่า “ตัวเล็ก สำโรง” ไพฑูรย์ ผลบุญ ยังเฉียบออกคิวเชือดศุภโชค ก่อเสริมสุข 4-2 เฟรม ส่วนผลคู่อื่น รัชโยธิน โยธารักษ์ ชนะ ชาญณรงค์ ฟ้าเปลี่ยนสี 4-2,สุรเทพ ภูแฉล้ม ชนะ วีริทธิ์พล สุขอร่าม 4-2, นคร ชาพล ชนะ เอกพงษ์ โสภณทิยาภรณ์ 4-0 และเอกรวี อั๊งคำ แพ้ ตุ้มทอง ชื่นบาน 0-4 สำหรับการ ดวลคิวจะมีถึงวันพฤหัสบดีนี้ เริ่มดวลคิว 10.00 น.

ขอเสียงปรบมือแด่…ฌอน ไดซ์

ตามบันทึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2016/17 เทิร์ฟ มัวร์ คือหนึ่งในสังเวียนแข้งที่ไม่มีใครอยากมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยนอกจาก สวอนซี ซิตี้, อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว น้อยทีมนักจะอาจหาญบุกมาหยิบคะแนนกลับออกไป จ่าฝูงอย่าง เชลซี ก็เช่นกัน แน่นอนว่าในฐานะทีมเต็งแชมป์ ขุนพลของ อันโตนิโอ คอนเต้ ย่อมเดินทางมาเยือนเทิร์ฟ มัวร์ โดยมีเป้าหมายหยิบ 3 คะแนนเต็มกลับออกไป หลังจากที่พวกเขาไม่แพ้ใครมาตั้งแต่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเพียงแค่ 7 นาทีแรก ผลการแข่งขัน, รูปเกม และ 3 คะแนน ก็ทำท่าว่าจะเข้าทางเชลซี เมื่อพวกเขาอาศัยช่องว่างในแนวรับของเบิร์นลี่ย์ เข้าโจมตีด้วยบอลเร็วตามช่อง และออกนำไปก่อนจากลูกยิงของ เปโดร อย่างไรก็ตาม หลังเสียประตูแรก ฌอน ไดซ์ เรียนรู้จุดอ่อนที่ทีมของเขากำลังเผชิญ และรับทราบดีว่ามีโอกาสที่จะพังพาบคาบ้าน หากยังดึงดันเล่นในแนวทางเดิม ก่อนจะทำการปรับหมากอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดแนวรุกเชลซี

จากคำสั่งที่คอยให้ โจอี้ บาร์ตัน และ แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด คอยดูแลสองวิงแบ็กซึ่งเป็นอาวุธเด็ดของคอนเต้ อย่าง วิคเตอร์ โมเซส และ มาร์กอส อลอนโซ่ กุนซือหัวเหม่งอนาคตไกลขยับปรับเปลี่ยนเอาสองฮาร์ดแมนของเขาไปไล่บี้แย่งบอลจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ เนมันย่า มาติช แทน ส่วน อลอนโซ่ กับ โมเซส นะหรือ? ไดซ์ ส่งโค้ดลับไปยัง จอร์จ บอยด์ และร็อบบี้ เบรดี้ ให้คอยถอยต่ำลงมาช่วยฟูลแบ็ก ปล่อยให้แผงแบ็กโฟร์อย่าง แมตต์ โลว์ตัน, เบน มี, ไมเคิล คีน และ สตีเฟ่น วอร์ด มีสมาธิกับการรับมือบอลตามช่องของเชลซี ผลสุดท้ายรูปเกมของ เบิร์นลี่ย์ ดูดีขึ้นทันตาเห็น แม้นประตูตีเสมอของ เบรดี้ อาจมาจากฟรีคิก แต่จุดเริ่มต้นนั้นก็มาจากการบุกกดดันเข้าสู่พื้นที่อันตราย ซึ่งมันไม่ง่ายที่จะได้ประตู เมื่อคำนึงถึงการที่ เชลซี ไม่เสียสกอร์จากลูกฟรีคิกโดยตรงมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2013 นอกจากนี้ขุนพล “เดอะ คลาเร็ตส์” ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะประกาศศักดาให้โลกรู้ เมื่อช่วยกันวิ่งช่วยกันไล่บีบพื้นที่ตลอด 90 นาที พวกเขาวิ่งกันมากถึง 121 กิโลเมตร ทำเอานักเตะเชลซีหัวเสียกันเป็นแถว โดยเฉพาะในรายของ ดิเอโก้ คอสต้า

แม้ คอนเต้ พยายามแก้เกมด้วยการส่ง วิลเลียน และ มิชี่ บาตชูอายี่ ลงสนาม พลางปรับระบบมาเป็น 4-2-4 แต่นาทีนั้นความมั่นใจอยู่ทางฟากฝั่งเบิร์นลี่ย์ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากพวกเขาจะไม่มีโอกาสจบสกอร์แบบจะแจ้งสักหน สุดท้าย คอนเต้ ออกมาพร่ำบ่นว่ารู้สึกผิดหวังกับการทำ 2 คะแนนหลุดมือไป แต่ในสายตาแฟนบอลทั่วโลก ล้วนแล้วแต่เชื่อว่า เชลซี โชคดีเป็นที่สุดที่ได้ 1 คะแนน กลับออกไป ซึ่งมันทำให้พวกเขายังรักษาช่องว่างในการคว้าแชมป์ที่ 3 กับอีก 1/3 เกม ไม่ใช่แค่ 3 เกม ส่วน เบิร์นลี่ย์ เป็นอีกครั้งที่พวกเขาพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้อีกนานแสนนาน ตราบเท่าที่ ไดซ์ ไม่เลือกสละบังเหียน แล้วก้าวสู่เส้นทางอาชีพที่ใหญ่กว่าในอนาคต

ไปอีกราย! “บุรีรัมย์” ปล่อย “จิตปัญญา” ให้ “บีจี” ยืมตัว 1 ฤดูกาล

ทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน ผู้จัดการทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดเผยว่าสโมสรฯ จะปล่อย จิตปัญญา ทิสุด ให้บางกอกล๊าส เอฟซี ยืมเป็นเวลา 1 ปี หลังจากได้รับข้อเสนอจาก บางกอกกล๊าส เอฟซี ซึ่งกำลังประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บ ในขณะที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีผู้เล่นกองกลาง จำนวนมากพอที่จะสามารถโรเตชั่นได้ตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งผู้เล่นที่มากประสบการณ์ เช่น โก ซุลกิ, คูติญโญ, จักรพันธ์ แก้วพรหม, สุเชาว์ นุชนุ่ม และผู้เล่นใหม่ ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในไทยลีก อย่าง นฤพล พุฒซ้อน “การปล่อย จิตปัญญา ให้ บางกอกกล๊าส เอฟซี ยืมครั้งนี้ ก็เพื่อให้นักเตะมีเกม ได้ลงสนาม เพื่อความมั่นใจของนักเตะเอง ต้องยอมรับว่าแดนกลางของ บุรีรัมย์ ตอนนี้ มีผู้เล่นที่ต้องแข่งขันกันมาก การไม่มีเกมลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ จะมีผลกระทบกับนักเตะเอง เราคุยกับ จิตปัญญา แล้วว่า เขาจะต้องได้ลงสนาม ซึ่งไม่ควรจะเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมบี เพราะการส่งผู้เล่นอย่าง จิตปัญญา ไปเล่นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมบี นอกจากจะไม่พัฒนาแล้ว ยังมีผลกระทบต่อความมั่นใจด้วย การให้ทีมในไทยลีก ยืมตัว แล้วได้ลงสนาม น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เล่นและสโมสร มากกว่า”

ผู้จัดการทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กล่าวด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นของสโมสรฯ ในช่วงต้นฤดูกาล ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ สาหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทุกปีที่ผ่านมา ก็เป็นแบบนี้ที่จะดูฟอร์มการเล่นของผู้เล่นทุกคน จนถึงนาทีสุดท้าย และจะส่งชื่อผู้เล่นที่ดีที่สุด เข้ากับแผนการทำทีมของโค้ช เป็นผู้เล่นประจำฤดูกาลอยู่แล้ว แต่เหตุที่ปีนี้ เราปล่อยผู้เล่นหลายคนออกจากทีม ในช่วงต้นฤดูกาล เพราะเดิมเราวางแผนจะโรเตชั่นผู้เล่น ทีมเอ กับ ทีมบี แต่เมื่อได้พูดคุยกับผู้เล่น อย่างลึกๆ แล้ว ส่วนใหญ่ ไม่ต้องการลงไปเล่นในทีมบี ซึ่งก็คือ ดิวิชั่น 2 เดิม จึงต้องมีการปรับแผนการส่งชื่อนักเตะ ประจำฤดูกาลนี้ และจำต้องปล่อยผู้เล่นหลายคนออกจากทีม ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้เล่นที่ทีมอื่นๆ เคยติดต่อไว้แล้ว แต่เรายังไม่ได้ตัดสินใจ จนกระทั่งเราปรับนโยบายการทำทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บี จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปล่อยผู้เล่นที่สโมสรอื่นๆ เคยทาบทามไว้

“ถ้าไม่ได้ทาบทามกันมาก่อน คงไม่สามารถปล่อยได้เร็วแบบนี้ การซื้อขาย หรือยืมตัวผู้เล่น เป็นวิถีทางของฟุตบอลอาชีพ ที่ทำกันเป็นปกติ ไมใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด และไม่เกี่ยวกับการขายนักฟุตบอล เพื่อสร้างรายได้ ตามแผนการนำ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้วิจารณ์กันแต่อย่างใด ทุกวันนี้รายได้จากการซื้อขายนักกีฬา ยังเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับรายได้อื่นๆ และเราไม่ได้ปล่อยนักกีฬา ออกอย่างเดียว เรามีการซื้อนักกีฬา เข้ามาด้วย เรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เป็นเรื่องการทำทีม เป็นเหตุผลทางฟุตบอลล้วนๆ ตามที่ทีมโค้ช ได้ออกแบบไว้” ส่วนกรณี คานู ที่มีอาการบาดเจ็บ ก่อนไทยลีก จะเปิดฤดูกาล ไม่กี่วันนั้น เนื่องจากนักเตะต้องกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บที่ต่างประเทศ ในขณะที่สโมสรฯ จัดโควตาผู้เล่นต่างชาติลงตัวแล้ว จึงมีการเจรจากับเอเย่นต์ เพื่อยกเลิกสัญญา เพราะเรายังมี ตูเญซ อีกหนึ่งคน ที่อยู่ในทีม และอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือ เลก 2 ของไทยลีก ตูเญซ อาจจะกลับมา ถ้าเขาไม่มีความกังวลเรื่องครอบครัว แล้ว ซึ่งเราภาวนาให้เป็นเช่นนี้