สวยงามชวนฝัน กับทรงผมเจ้าสาว “Dreamy Hairstyle”

สวยงามชวนฝัน กับทรงผมเจ้าสาว “Dreamy Hairstyle”

เมื่อก้าวเข้าสู่วันสำคัญอย่าง “วันแต่งงาน” เราเชื่อว่าเจ้าสาวทุกคนล้วนมีความฝันที่อยากจะเป็นเจ้าสาวผู้สวยสง่างาม ราวกับเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลุคเจ้าสาวของคุณประสบความสำเร็จเป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็คือเรื่องของ “ทรงผมเจ้าสาว”

วันนี้ HappyWedding.life เลยขอมาเอาใจแบบจัดหนักๆ กับรูปแบบของทรงผมเจ้าสาวสไตล์ “Dreamy Hairstyle” ผมเจ้าสาวชวนฝันที่มาเติมเต็มความเป็นเจ้าสาวสุดเพอร์เฟคให้คุณได้อย่างไม่ต้องสงสัย มาดูกันเลยว่าไอเดียดีๆ ในการตกแต่งทรงผมเจ้าสาวสไตล์นี้ มีดีเทลอะไรบ้าง

ตัวช่วยชิ้นสำคัญสำหรับทรงผมเจ้าสาว Dreamy Hairstyle อีกหนึ่งชิ้นก็เห็นจะเป็น “Veil หรือ ผ้าคลุมผมเจ้าสาว” นี่แหละค่ะ ผ้าบางๆ ซีทรู หรือผ้าลูกไม้เบาๆ แถมยังเข้ากันกับชุดเจ้าสาวสีขาวฟูฟ่อง ให้คาแรคเตอร์ที่ดูซอฟต์ๆ หวานๆ สมเป็นเจ้าสาวในห้วงเวลาแห่งความฝันอย่างแท้จริง ยิ่งเจ้าสาวคนไหนผิวนวลๆ ยิ่งเหมาะเหลือเกิน

แต่ถ้าสาวคนไหนหลงใหลในเครื่องประดับผม เราก็แนะนำให้ใช้ “เครื่องประดับผมดีไซน์แอนทีค” ที่มีรูปแบบเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ระยิบระยับ เพราะจัดเป็นดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผมเจ้าสาวสไตล์ Dreamy ที่สุด สาวๆ ควรจะม้วนลอนผม และเก็บแบบหลวมๆ หรือคุณอาจจะเกล้าเพียงครึ่งหัวหรือปล่อยยาวเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลนะคะ

ถ้าอยากได้ทรงผมเจ้าสาวที่สวยชวนฝันดั่งเจ้าสาวในเทพนิยาย “การประดับทรงผมด้วยดอกไม้สด” ถือเป็นทางเลือกแรกๆ ที่โดนใจ ไม่ว่าคุณจะเลือกปล่อยผมยาวสลวย หรือเก็บรวบให้ดูเรียบร้อยขึ้น  จะแบบไหนการประดับผมด้วยดอกไม้สดก็สามารถเข้าถึงลุคเจ้าสาวชวนฝันแบบ Dreamy Bride ได้ทั้งนั้น ยิ่งถ้าคุณถักเปีย ม้วนลอน และย้อมผมเป็นสีอ่อนๆ ด้วยล่ะก็ คุณเจ้าสาวจะได้ฟินและอินกับลุคนี้อย่างสุดใจเลยทีเดียว แต่ถ้าเลือกที่จะปล่อยผมลอนสลวยเพียงอย่างเดียว ก็มงกุฎดอกไม้สด รับรองเลิศค่ะ

ใครไม่อินกับดอกไม้สด ก็เลือกเครื่องประดับผมแบบดอกไม้ประดิษฐ์แทนได้นะคะ เน้นสีขาวๆ หรือสีพาสเทลอ่อนนะคะ รับรองนุ่มละมุนแลดูชวนฝัน ไม่แพ้ดอกไม้สดเลย

อาดิดาส จับมือ Reigning Champ เปิดตัว คอลเล็คชั่นใหม่

อาดิดาส จับมือ Reigning Champ เปิดตัว คอลเล็คชั่นใหม่

อาดิดาส แอธเลติกส์ เปิดตัวคอลเล็คชั่น adidas Athletics x Reigning Champ ที่ร่วมมือกับ Reigning Champ แบรนด์แฟชั่นชื่อดังร่วมออกแบบคอลเล็กชั่นชุดออกกำลังกายและรองเท้าสำหรับนักกีฬา

อาดิดาส แอธเลติกส์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายของอาดิดาสที่พึ่งเปิดตัวในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา และ Reigning Champ แบรนด์จากแวนคูเวอร์ที่ออกแบบและผลิตชุดออกกำลังกายพรีเมี่ยม โดดเด่นในด้านงานดีไซน์ที่ใช้ความคลาสสิคผสานกับการตัดเย็บสุดทันสมัย ได้ร่วมกันเชื่อมโยงสไตล์และการเล่นของนักกีฬาในสนามเข้าไว้ด้วยกัน เกิดเป็นคอลเล็กชั่น adidas Athletics x Reigning Champ ที่ได้นำวัสดุผ้าสุดไฮเทคมาใช้ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น และความคลีน มีการนำสีโทนกลางๆอย่างสีดำ สีขาวและสีเทามาใช้เป็นคอนเซ็ปท์หลักในคอลเล็กชั่นนี้ที่จะมีทั้ง สเปซเซอร์ บอมเบอร์ แจ๊กเก็ต เสื้อคอกลมเฟรนช์ เทอร์รี่ และกางเกงขายาวเฟรนช์ เทอร์รี่ ในโปรเจ็กต์ adidas Athletics x Reigning Champ นี้ ยังได้นักกีฬาชื่อดังระดับโลกอย่างวอน มิลเลอร์ ผู้เล่นเอ็มวีพีของซุปเปอร์โบว์ล และไคล์ ลาวรี่ย์ ผู้เล่นออลสตาร์ เอ็นบีเอ มาร่วมสร้างสีสันอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็คชั่น adidas Athletics x Reigning Champ จะทยอยวางจำหน่ายในประเทศไทยที่ร้าน อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์และร้านค้าที่ร่วมจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป ชุดออกกำลังกายราคาเริ่มต้นที่ 1,590 ถึง 6,090 บาท รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ ราคา 7,990 บาท และรองเท้าเพียวบูสท์ เอ็กซ์ เทรนเนอร์ ราคา 5,990 บาท

พระบรมมหาราชวัง ความงดงามคู่แผ่นดินรัตนโกสินทร์

พระบรมมหาราชวัง ความงดงามคู่แผ่นดินรัตนโกสินทร์

พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ  พระราชวังที่สวยงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อันเปรียบเสมือนเป็นอัญมณีคู่กรุงรัตนโกสินทร์

พระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่บริเวณถนนหน้าพระลาน ในอดีตเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลายคนอาจเห็นว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่เที่ยวใกล้ตัว หากแต่ในทุกตารางพื้นที่ของที่นี่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เชื่อว่าถ้าใครได้เข้ามาอ่าน เป็นต้องอยากเข้าไปพิสูจน์ความงดงามนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง

พระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่บริเวณถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จากเดิมเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่ต่างเดินทางเข้ามาชมความงดงามของหมู่พระที่นั่งที่ตั้งอยู่เบื้องหลังกำแพงสีขาว และแวะสักการะพระแก้วมรกตที่ประดิษฐานในบริเวณพระบรมมหาราชวัง

โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2325 เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จฯ ออกมหาสมาคม นับจากช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระบรมมหาราชวังแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมในทุกรัชกาล ซึ่งภายในพระบรมมหาราชวัง สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และหมู่พระที่นั่งสำคัญ ๆ อันเป็นพื้นที่สำหรับเป็นที่ประทับและบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์

ปกติแล้วนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมพระบรมมหาราชวัง โดยเข้ามาที่ประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งอยู่ตรงกับถนนหน้าพระธาตุ หลังจากนั้นจะเจอกับประตูพิมานไชยศรี ซึ่งเมื่อมองออกไปเบื้องหน้าจะเห็นพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่ไกล ๆ

– วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังเป็นวัดที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ภายในประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดินสยาม (** สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมภายในวัด ไม่ควรใช้แฟลชถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนัง และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในพระอุโบสถเด็ดขาด)

หลังจากที่เดินชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเสร็จแล้ว หลังจากนั้นให้เดินออกทางประตูศรีรัตนศาสดาราม จะเห็นหมู่พระที่นั่งสำคัญภายในพระบรมมหาราชวัง อันประกอบไปด้วย

– หมู่พระมหาปราสาท ประกอบด้วย องค์พระมหาปราสาท พระราชมณเฑียร พระปรัศว์ เรือนจันทร์ครบถ้วน เช่น พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งพิมานรัตยา พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท พระที่นั่งราชกรัณยสภา เรือนจันทร์ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เป็นต้น

ปัจจุบันหมู่พระมหาปราสาทใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล สถานที่สำหรับสรงน้ำพระบรมศพและประดิษฐานพระบรมศพของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์

– หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ประกอบด้วย พระที่นั่ง 5 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์, พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ, พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร และพระที่นั่งเทวารัณยสถาน หากแต่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมีความสวยงามโดดเด่นกว่าหมู่พระที่นั่งองค์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยและยุโรป ทั้งยังเป็นหนึ่งในพระที่นั่งที่ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของพระบรมมหาราชวังอีกด้วย

– บริเวณสวนศิวาลัย เป็นสวนภายในพระบรมมหาราชวัง มีพระที่นั่งและอาคารต่าง ๆ ตั้งอยู่ ได้แก่ พระพุทธรัตนสถาน, พระที่นั่งมหิศรปราสาท, พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท, พระที่นั่งสีตลาภิรมย์, อาคารอเนกประสงค์ เอ และบี, พระที่นั่งบรมพิมาน, พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท เป็นต้น

– ประตูกำแพงพระบรมมหาราชวัง แบ่งออกเป็นประตูชั้นนอกและประตูชั้นใน

ประตูชั้นนอก อยู่ตามแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง  มีทั้งหมด 12 ประตู ประกอบด้วย ประตูรัตนพิศาล, ประตูวิมานเทเวศร์, ประตูวิเศษไชยศรี, ประตูมณีนพรัตน์, ประตูสวัสดิโสภา, ประตูเทวาพิทักษ์, ประตูศักดิ์ไชยสิทธิ, ประตูวิจิตรบรรจง, ประตูอนงคารักษ์, ประตูพิทักษ์บวร, ประตูสุนทรทิศา, ประตูเทวาภิรมย์ และประตูอุดมสุดารักษ์

ประตูชั้นใน
มีทั้งหมด 22 ประตู (บางประตูได้ถูกรื้อไปแล้ว) ประกอบด้วย ประตูสุวรรณบริบาล, ประตูพิมานไชยศรี,ประตูสีกรลีลาศ, ประตูเทวราชดำรงศร, ประตูอุดรสิงหรักษ์, ประตูจักรพรรดิ์ภิรมย์, ประตูกมลาสประเวศ, ประตูอมเรศร์สัญจร, ประตูสนามราชกิจ, ประตูดุสิตศาสดา, ประตูนางในไคลคลา, ประตูกัลยาวดี, ประตูศรีสุดาวงศ์, ประตูอนงคลีลา, ประตูยาตราสตรี, ประตูศรีสุนทร, ประตูพรหมศรีสวัสดิ์, ประตูพรหมโกหด, ประตูแถลงราชกิจ, ประตูปริตรประเวศ, ประตูราชสำราญ และประตูพิศาลทักษิณ

การเดินทาง

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าชม หากนำรถยนต์มาเองต้องหาสถานที่จอดรถ หรือสถานที่ใกล้เคียงที่อนุญาตให้จอดรถได้ จากนั้นก็ต้องเดินเข้ามาที่ประตูวิเศษไชยศรี ซึ่งอยู่ตรงกับถนนหน้าพระธาตุ ปัจจุบัน ประตูวิเศษไชยศรีเป็นประตูทางเข้าออกพระบรมมหาราชวังที่สำคัญที่สุด ถัดเข้ามาด้านในจะเป็นประตูพิมานไชยศรี และหากมองผ่านประตูนี้เข้าไปจะเห็นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในมุมที่สวยมาก ๆ

เวลาเปิดทำการ : พระบรมมหาราชวังเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. (ห้องจำหน่ายบัตรเข้าชม ปิดเวลา 15.30 น.)

จะจัดการความรักอย่างไร หากมีแฟนเป็นผู้ชายบ้างาน

จะจัดการความรักอย่างไร หากมีแฟนเป็นผู้ชายบ้างาน

เมื่อผู้หญิงมีแฟนสักคนก็ย่อมอยากได้ผู้ชายที่ดูแลเอาใจใส่เธอ มีความเป็นผู้นำ และพร้อมจะดูแลกันได้ ยิ่งได้ผู้ชายที่ทำงานเก่งด้วยละก็ยิ่งแจ๋วไปเลย เพราะนั่นหมายถึงหลักประกันว่าชีวิตในอนาคตของคุณทั้งสองจะมั่นคง แต่ถ้าคุณแฟนไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาทำงานงก ๆ จนเข้าข่าย “ผู้ชายบ้างาน” ล่ะจะทำอย่างไรดี

หลาย ๆ คู่ยิ่งคบกันไปนานเข้าก็รู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะสานต่อความรักให้มั่นคงกับคนรักที่บ้างาน ความรักแบบนี้จะลงตัวได้ไหมนะ บางทีคำแนะนำเหล่านี้อาจจะช่วยคุณได้…

1. ถามตัวเองให้ดี มีแฟนบ้างานแล้วรักยังโอเคอยู่ไหม

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง ว่าจริง ๆ แล้วการที่มีแฟนเป็นผู้ชายบ้างานมันกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองจริง ๆ จัง ๆ ไหม เขาเป็นคนบ้างานประเภททำงานเต็มที่ลุยได้ทุกสถานการณ์ แต่ก็ยังแบ่งเวลามาเอาใจใส่คุณได้ดี (แม้จะเป็นเวลาที่น้อยกว่าชั่วโมงการทำงานของเขาก็ตาม) หรือว่าเป็นคนที่อุทิศตัวเองให้แก่งาน เห็นงานสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในทุก ๆ โอกาสเสมอ และไม่เอาใจใส่คุณเลย

2. บอกความรู้สึกของคุณให้เขาได้รับรู้

รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าผู้ชายมักไม่ค่อยเข้าอกเข้าใจในเรื่องความรู้สึกอ่อนไหวมากเท่าไร การคุยกับเขาตรง ๆ ดี ๆ ให้เขาได้รับรู้และเข้าใจความรู้สึกของคุณ ก็จะเป็นหนทางหาทางออกให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคุณทั้งสองได้ เชื่อไหมว่าผู้ชายหลาย ๆ คนไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองบ้างานแค่ไหน และแฟนสาวของเขาคิดอะไร หรืออยากให้เขาทำอะไรให้เธอบ้าง

3. ให้เวลาเขาในการตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญ

แม้จะบอกความอึดอัดใจให้เขาได้ทราบแล้ว แต่มันก็เป็นการยากที่เขาจะปรับตัวปุบปับให้ได้อย่างที่คุณต้องการ คนรักก็เป็นเรื่องของความสุขใจที่ได้มีคนที่เขารักและรักเขา ในขณะเดียวกันงานก็เปรียบเหมือนความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของลูกผู้ชายเช่นกัน คุณจึงจำเป็นต้องให้เวลาเขาในการตัดสินใจว่าสิ่งใดควรให้ความสำคัญแค่ไหน และจะจัดลำดับความสำคัญของงานและความรักอย่างไรให้ลงตัว

4. พยายามเข้าอกเข้าใจเขาบ้าง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณอยากจะให้ตัวเองเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคนรัก คุณต้องการให้คนรักให้ความสำคัญกับคุณเหนือใคร ๆ เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด รวมทั้งงานของเขาด้วย ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป คุณลองมองในมุมกลับดูบ้างสิ หากว่าคนรักของคุณอยากให้คุณเอาเวลาทั้งหมดให้เขา โดยไม่สนใจว่าความรับผิดชอบที่คุณมีต่ออาชีพของคุณนั้นยิ่งใหญ่หรือสำคัญแค่ไหน … สถานการณ์แบบนี้มันน่าลำบากใจใช่ไหมล่ะ เขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นพยายามเข้าอกเข้าใจเขาด้วยนะ

5. ทำข้อตกลงเรื่องเวลาสำหรับความรักและการทำงาน

เพื่อให้แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต จะลงตัวสำหรับทั้งตัวคุณและคนรักมากที่สุด ลองทำข้อตกลงเรื่องเวลาที่จะใช้อยู่ด้วยกัน และเวลาที่เขาสามารถทำงานดึก ๆ ได้ดูสิ เช่น ทุกเย็นหลังเลิกงานของวันอังคาร วันพุธ และทั้งวันของวันอาทิตย์ คุณทั้งคู่จะใช้เวลาด้วยกัน ส่วนวันนอกเหนือจากนั้นเขาสามารถทำงานล่วงเวลาได้ ข้อตกลงที่ชัดเจนแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณจัดการกับความรู้สึกน้อยอกน้อยใจว่าแฟนไม่มีเวลาให้ได้แล้ว ยังช่วยให้เขาจัดการกับงานของตัวเองได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วย

6. อธิบายให้เขาเข้าใจว่าความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเป็นอย่างไร

อย่าแปลกใจที่ผู้ชายบ้างานจะไม่รู้จักคำว่า “สมดุลของชีวิตส่วนตัวและการทำงาน” เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการออกไปกินข้าวกับแฟน หรือไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันบ้าง มันมีความสำคัญหรือมีข้อดีอย่างไร ตรงนี้ล่ะที่คุณจะต้องคอยบอก อธิบาย และทำให้เขาเข้าใจว่า เวลาเหล่านี้มันวิเศษแค่ไหนทั้งสำหรับคุณและสำหรับเขา … ฉันชอบที่ได้เห็นคุณยิ้ม เห็นคุณหัวเราะ เห็นคุณใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ที่ไม่ใช่ชุดทำงาน และฉันมีความสุขมากที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณ ถ้อยคำเหล่านี้จะช่วยให้เขาเข้าใจได้ว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวกับคนรักก็สำคัญ และทำให้รู้สึกดีได้ไม่แพ้การทำงานให้สำเร็จลุล่วงเช่นกัน

7. ยอมรับและเข้าใจตัวเขาในแบบที่เขาเป็น

สุดท้ายแล้วบางทีสิ่งที่ดีที่สุดก็คือคุณต้องทำใจและยอมรับในตัวเขา คุณต้องทำความเข้าใจกับตัวเองให้ได้ว่าคุณไม่อาจเปลี่ยนแปลงเขาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องโอเคถ้าเขาจะหันไปบ้างานเต็มที่ หรือคุณจะต้องยื่นคำขาดว่าเขาต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างคุณกับงาน (เพราะคำตอบที่ได้อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะได้ยินก็ได้นะ) ขอแค่ให้คุณยอมรับว่าการงานอาชีพของเขานั้นมีความสำคัญกับเขามากจริง ๆ ซึ่งเขาไม่อาจจะทิ้งความรับผิดชอบแม้ส่วนเล็ก ๆ ส่วนใดไปได้เลย เขาไม่จำเป็นต้องเลือก ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ใช้เวลากับคุณมากขึ้นได้ตามที่คุณต้องการ ขอเพียงเขาสามารถทำอะไรก็ตามให้คุณมั่นใจได้ว่า ถึงจะบ้างานแค่ไหน เขาก็ยังมีคุณเป็นคนสำคัญที่สุดในใจของเขาเสมอ เท่านี้ก็พอแล้ว

และนี่ก็เป็นคำแนะนำบางส่วนที่เราพอจะให้กับสาว ๆ ที่มีแฟนหนุ่มเป็นผู้ชายบ้างานได้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับความรักรูปแบบนี้คือความเข้าอกเข้าใจ และไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไปนัก … หากว่าคุณผู้หญิงคนไหนมีประสบการณ์ตรง และข้อแนะนำในการปรับตัวเข้าหากันระหว่างคุณกับคนรักที่บ้างาน ลองมาพูดคุยกันดูสิคะ เราอยากฟังเรื่องของคุณนะ และมันจะเป็นประโยชน์กับคู่รักอีกหลาย ๆ คู่ได้แน่นอนค่ะ

กินอะไรผิวสวย หน้าใส ?

กินอะไรผิวสวย หน้าใส ?

กินอะไรผิวสวย หน้าใส คำถามนี้จะมีคำตอบ เพียงแค่สาว ๆ ได้รู้จักประโยชน์ดี ๆ ของ 10 ผักและผลไม้ดังต่อไปนี้…

ตอนนี้เทรนด์ผิวสวยหน้าใสแบบสุขภาพดีกำลังมาแรง ทำให้สาว ๆ หลายคนพากันสรรหาสารพัดวิธีเพื่อทำให้ตัวเองผิวขาวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งอาหารเสริมทำให้ผิวขาว ฉีดกลูต้าผิวขาว ซึ่งวิธีเหล่านี้นอกจากจะต้องใช้เงินมากแล้ว ยังมีความเสี่ยงและอาจมีผลข้างเคียงหลาย ๆ อย่างตามมาได้ แต่ทั้งนี้สาว ๆ รู้ไหมคะ ว่ายังมีอีกตั้งหลายวิธีที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสวยใสขึ้นได้อย่างเห็นผล อย่างเช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว สำหรับวิธีนี้ถือเป็นการบำรุงผิวของคุณให้สวยใสได้จากภายในเลยนะคะ แถมยังปลอดภัย ไม่ต้องเสียตังค์จำนวนมาก และไม่ต้องเสี่ยงอีกด้วย

แต่เอ๊ะ ! ว่าแต่กินอะไรแล้วจะช่วยให้ผิวสวย หน้าใส ? งานนี้บอกเลยว่าไม่ต้องไปเปิดตำราหาคำตอบที่ไหน เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมมาไว้ให้สาว ๆ ที่นี่แล้วค่ะ

1. ส้ม

สำหรับใครที่อยากมีผิวสวย หน้าใส คงจะนึกถึงส้มเป็นอันดับแรก ถูกต้องแล้วล่ะค่ะสาว ๆ เพราะส้มนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีสูงที่จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว อีกทั้งยังมีเส้นใยธรรมชาติ เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อรับประทานบ่อย ๆ จะช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น กระจ่างใส และดูอ่อนเยาว์สดใสอยู่เสมอ

2. แอปเปิล

แอปเปิลถือเป็นผลไม้สำหรับผิวสวยเลยล่ะค่ะสาว ๆ เพราะในแอปเปิลนั้นมีทั้งวิตามินซี สารแอนติออกซิแดนท์ และยังมีอิลาสติน และคอลลาเจน ทำให้ผิวเต่งตึง ขาวใส เปล่งปลั่ง ที่สำคัญเป็นผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วนอีกด้วย

3. ทับทิม

ทับทิบถือเป็นหนึ่งในราชินีผลไม้บำรุงผิว แม้จะมีรสเปรี้ยวอมหวาน แต่ก็อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี อีสูง ทั้งยังมีแมกนีเซียม แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เรียกได้ว่าสำคัญและมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการเสริมสร้างผิวสวยและขาวกระจ่างใส นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้านริ้วรอย ไม่ทำให้แก่เร็วอีกด้วยนะคะสาว ๆ

4. สตรอว์เบอร์รี

ในสตรอว์เบอร์รีอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีมากกว่าส้มซะอีกนะคะสาว ๆ รวมไปถึงวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และกรด Ascorbic acid ที่ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดง หากรับประทานสตรอว์เบอร์รีสดเป็นประจำทุกวัน ผิวของคุณจะค่อย ๆ ขาวใส เรียบเนียน เปล่งปลั่ง และช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี

5. มะนาว

ตั้งแต่โบราณมา ว่ากันว่าอยากผิวสวย หน้าใส ให้กินมะนาว เพราะมะนาวมีวิตามินซีสูง มีประโยชน์ต่อผิว ทำให้ผิวขาว กระจ่างใส และเปล่งปลั่ง ดังนั้นในแต่ละวันสาว ๆ จึงควรดื่มน้ำมะนาวให้เป็นนิสัยอย่างน้อยวันละ 1 แก้วนะคะ ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว มะนาวยังจะช่วยดีท็อกซ์สารพิษ และยังช่วยให้คนที่เป็นสิวหายเร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ

6. มะเขือเทศ

มะเขือเทศผลสีแดง ๆ นี้ใคร ๆ ก็ขนานนามให้เป็นราชินีแห่งผักผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี และมีไลโคปีนสูงมาก หากรับประทานมะเขือเทศสดบ่อย ๆ ผิวพรรณของคุณจะดูอ่อนกว่าวัย ผิวขาวกระจ่างใส ที่สำคัญยังช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้ายได้อีกด้วย

7. บรอกโคลี

บรอกโคลีสีเขียวเป็นผักที่ให้วิตามินซีค่อนข้างสูง และมีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย นอกจากนี้บรอกโคลียังมีคุณสมบัติพิเศษสามารถปกป้องผิวจากแสงแดด ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลายให้กลับมากระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยป้องกันสิวอักเสบและรอยแดงได้อีกด้วย

8. อะโวคาโด

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี ที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ และมีทั้งกรดไขมันชนิดดีและกรดไขมันเชิงเดี่ยวที่จะสามารถช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ซึ่งหากใครที่มีปัญหาเรื่องผิวแห้งกร้าน ไม่กระจ่างใส แนะนำให้รับประทานอะโวคาโดเป็นประจำ ผิวของคุณจะกลับมาสวยใสและดูมีน้ำมีนวลมากขึ้นค่ะ

9. แตงกวา

ในแตงกวานั้นมีส่วนประกอบของน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และมีวิตามินซีช่วยบำรุงผิว หากรับประทานแตงกว่าบ่อย ๆ ผิวจะได้รับความชุ่มชื้น ขาวใส เปล่งปลั่ง และไม่แห้งกร้าน อีกทั้งยังสามารถบำรุงได้ทั้งภายนอกและภายใน หากวันไหนผิวโทรมหน้าโทรมก็สามารถนำแตงกวามาหั่นแช่เย็นแล้วนำมาโปะบนผิว จะทำให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี

10. มะพร้าว

มะพร้าวถือเป็นผลไม้บำรุงผิวที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะสาว ๆ เพราะในน้ำมะพร้าวนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิดที่สำคัญต่อการบำรุงผิว และยังมีเอสโตรเจนที่สำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวพรรณกระชับ ดังนั้นหากดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำจะทำให้ผิวเต่งตึง ผ่องใส ไม่แก่ก่อนวัย และยังช่วยดีท็อกซ์ผิวพรรณให้ขาวกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกได้อีกด้วย

และนี่ก็คือเคล็ดลับผิวสวย หน้าใส ที่สาว ๆ กำลังตามหา รู้อย่างนี้แล้วคราวหน้าสงสัยคงต้องเหมาผักและผลไม้เหล่านี้เอามาไว้ติดบ้านซะแล้วล่ะ อิอิ จะได้ผิวสวยใสปิ๊งทั้งตัวกันไปเลย

เฒ่าขี่จยย.เจอกระบะเสยท้าย จนท.ปั๊มหัวใจฟื้นปาฏิหาริย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.00 น. บริเวณหน้าทางเข้าเทศบาลตำบลชำราก ถนนสายสุขุมวิท ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด สภ.ท่าเลื่อน ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจยย. มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยตราดเดินทางรับผู้บาดเจ็บ

เฒ่าขี่จยย.เจอกระบะเสยท้าย จนท.ปั๊มหัวใจฟื้นปาฏิหาริย์

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บชื่อนายฉลาด อายุ 76 ปี อยู่ในสภาพนอนคว่ำไม่ได้สติ ศีรษะแตก และชีพจรหยุดเต้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือพร้อมปั๊มหัวใจ จากนั้นได้ประสานรถกู้ชีพ รพ.กรุงเทพตราด เดินทางรับผู้บาดเจ็บส่ง รพ.ตราด ต่อไป

ส่วนในที่เกิดเหตุพบรถจยย.ของผู้บาดเจ็บ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน กพน 788 ตราด สภาพรถด้านขวาของรถเป็นรอยถูกชนเสียหาย ส่วนคู่กรณีเป็นรถยนต์กระบะ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน บฉ 5961 ตราด สภาพรถไฟหน้าด้านซ้ายแตกเสียหาย คนขับชื่อ นายโกวิทย์ อายุ 40 ปี

ด้าน ร.ต.ท.เทอดเกียรติ ธนโสวัตถิยกุล เข้าตรวจสอบและถ่ายภาพบันทึกที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า สันนิษฐานว่า รถจยย.และรถกระบะ ขับมาจากทางอำเภอคลองใหญ่ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองตราด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่า นายฉลาดขี่รถจยย.เลี้ยวกะทันหัน ทำให้รถยนต์กระบะที่ขับตามหลังมาเบรคไม่ทันชนท้ายทำให้ทั้งคนและรถจยย.กระเด็นไปไกลกว่า 20 เมตร ถึงแม้ว่ารถยนต์จะพยายามหักหลบแล้วก็ตาม

ล่าสุด ทีมแพทย์โรงพยาบาลตราด สามารถปั๊มหัวใจให้กลับมาเต้นได้อย่างเดิมแล้ว แต่อาการยังโคม่า มีการตอบสนองน้อย และพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู

พ่อภรรยามือฆ่าหั่นศพชาวอิสราเอล เข้าแจ้งตำรวจ ลูกสาวหายตัวอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อเวลา 15.00 น. (13 พ.ย.) นายอนันต์ แสงอุไร อายุ 62 ปี เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.บุญเลิศ อาคมวัฒนะ สารวัตรสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อให้ช่วยติดตามตัว น.ส.นันทิยา แสงอุไร อายุ 37 ปี ลูกสาวที่หายตัวไป เนื่องจากลูกสาวเป็นภรรยาของนายซีมอน ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพโบกปูน โดย น.ส.นันทิยา ได้มีลูกกับนายซีมอน คือ นายเบน บินตัน

พ่อภรรยามือฆ่าหั่นศพชาวอิสราเอล เข้าแจ้งตำรวจ ลูกสาวหายตัวอย่างไร้ร่องรอย

นายอนันต์กล่าวว่า หลังทราบข่าวว่านายซีมอน อดีตลูกเขย ถูกจับในข้อหาฆ่าหั่นศพและโบกปูนอดีตนายตำรวจอิสราเอล ตนจึงได้เดินทางมาหานายซีมอน เพื่อที่จะสอบถามว่า น .ส.นันทิยา ลูกสาวของตนหายไปไหน เพราะไม่สามารถติดต่อได้มากว่า 1 ปีแล้ว

จากการพูดคุยกับนายซีมอนบอกแต่เพียงว่า ลูกสาวตนถูกทางการลาวจับตัวที่ด่านหนองคาย เพราะมียาเสพติดเมื่อติดต่อไปที่สถานทูตลาวก็ไม่พบข้อมูล ตนจึงสงสัยว่าลูกสาวตนหายตัวไปไหน เมื่อสอบถามนายเบน ซึ่งหลานที่เกิดกับนายซีมอนและลูกสาวตน นายเบน ตอบแต่เพียงว่าไม่เคยเห็นหน้าแม่ และไม่รู้จัก

นายอนันต์ กล่าววต่อว่า น.ส.นันทิยา ลูกสาวได้รู้จักกับนายซีมอน ที่ตรอกข้าวสาร และได้อยู่กินกันจนตั้งท้อง ต่อมานายซีมอนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในคดีอุ้มฆ่าและนำศพไปทิ้งที่เมืองกาญจน์ และถูกจำคุกเป็นเวลา 10 ปี โดยที่ลูกสาวตนเลี้ยงดูนายเบนมาตลอดเวลาที่นายซีมอนติดคุก พอนายซีมอน พ้นโทษออกมาก็ถูกเนรเทศกลับอิสราเอล หลังจากนั้นนายซีมอนได้แอบเข้ามารับนายเบนกลับไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล เมื่อตอนนายเบ อายุได้ 12 ปี

จนเมื่อปี 58 นายซีมอนได้กลับมาเช่าบ้านอยู่ย่านบางบัวทอง โดยที่ลูกสาวตนได้ย้ายไปอยู่กับนายซีมอนด้วย หลังจากนั้นลูกสาวตนได้หายตัวไป เมื่อไปหานายซีมอนที่บ้านเช่าก็พบว่านายซีมอนย้ายบ้านหนีไปแล้ว จนกระทั่งมาทราบข่าวว่านายซีมอนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว

ตนเกรงว่าลูกสาวตนจะถูกนายซีมอนฆ่า ส่วนนายเบนที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก กลับบอกว่าจำตนไม่ได้ และไม่เคยเห็นหน้าผู้เป็นแม่ จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะนายเบนเพิ่งจะไปทำบัตรประชาชนเมื่อ 2558 และคนที่จะพานายเบนไปทำบัตรได้ก็มีแต่ลูกสาวตนซึ่งเป็นแม่ของนายเบนเท่านั้น

ด้าน พล.ต.ต.สุศักดิ์ ผบก.นนทบุรี กล่าวว่า ได้ให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำนายอนันต์อย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข้อมูลหลักฐานการหายตัวไปของ น.ส.นันทิยา ว่าจะเกี่ยวข้องกับนายซีมอนหรือไม่ ต่อมา พ.ต.ท.รุ่งระวี สุขัง รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ อัฑฒพงษ์ สว.สส. ชุดสืบสวน ได้พานายอนันต์ ได้ดูบ้านที่ น.ส.นันทิยาเคยเช่าอยู่กับนายซีมอน ก่อนที่จะหายตัวไป

6 นักศึกษาพยาบาล ชักเกร็งพร้อมๆ กันในห้องสอบ ม.เกษตร

(10 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้รับแจ้งเหตุนักศึกษาพยาบาล ภาคสมทบ มีอาการชักเกร็งและกรีดร้อง พร้อมๆ กัน 5-6 คน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ จุดเกิดเหตุอยู่ที่อาคารศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบนักศึกษาพยาบาล 6 คน อยู่ในสภาพชักเกร็ง จึงรีบทำการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล

6 นักศึกษาพยาบาล ชักเกร็งพร้อมๆ กันในห้องสอบ ม.เกษตร

จากการตรวจสอบ พบว่าช่วงเวลาเกิดเหตุมีการจัดสอบ ผู้ประสบเหตุทั้งหมดเป็นนักศึกษาพยาบาล ทั้งหมดอายุ 19 ปี ช่วงเวลาเกิดเหตุ มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ขออนุญาตออกไปนอกห้องสอบ กระทั่งกลับมานั่งที่โต๊ะสอบอีกครั้ง ก็มีท่าทีนอนฟุบลงไป อาจารย์ผู้คุมสอบได้เข้ามาสอบถาม ก่อนที่จะมีอาการชักเกร็งขึ้นมา

หลังจากที่นักศึกษาหญิงคนแรกมีอาการชักเกร็งแล้ว ปรากฏว่ามีนักศึกษาที่อยู่ให้ห้องสอบเดียวกันอีก 5 คน ก็มีอาการชักเกร็งตามๆ กันอีก คล้ายกับเป็นอุปทานหมู่ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลของมหาวิทยาลัยฯ

เบื้องต้นพบว่านักศึกษา 4 ใน 6 คนที่ประสบเหตุนั้น มีโรคประจำตัว เป็นโรคเครียดและโรคภูมิแพ้ คาดว่าอาจจะมีความเครียดระหว่างทำการสอบ จนกลายเป็นเหตุดังกล่าว

งูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าเก๋ง ที่ปรึกษา สบ10 ผู้คนเล็งป้ายทะเบียน

แตกตื่นทั้งทำเนียบรัฐบาล งูเหลือมตัวใหญ่เลื้อยเข้ารถเก๋งของ ที่ปรึกษา สบ10 พลขับตกใจหนีกระเจิง ผู้คนแห่เล็งดูป้ายทะเบียน

งูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าเก๋ง ที่ปรึกษา สบ10 ผู้คนเล็งป้ายทะเบียน

(10 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. บริเวณลานจอรถ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฯ ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ หลังได้รับแจ้งเหตุพบงูเลื้อยเข้าไปในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดเอาไว้อยู่

จากการตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุ พบรถเก๋งโตโยต้า แคมรี่ สีดำ ทะเบียน 2 กผ946 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา สบ10 พบงูเหลือมตัวใหญ่เลื้อยเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ สร้างความสนใจแก่ข้าราชการและสื่อมวลชนประจำทำเนียบฯ

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่นานนัก ตรวจสอบหาตำแหน่งของงูเหลือมตัวดังกล่าว ก่อนจะพบว่าหนีหลบซ่อนอยู่บริเวณห้องเครื่องของรถยนต์ เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆ จับงูออกมาได้สำเร็จ เบื้องต้นพบว่างูเหลือมตัวดังกล่าวมีขนาดราวๆ 2 เมตร และนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้คนมาจับกลุ่มดูเป็นจำนวนมาก บางส่วนได้จดเอาเลขทะเบียนนรถประจำตำแหน่ง พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ เอาไว้เป็นที่ระลึก เพื่อหวังว่าจะนำไปเสี่ยงโชคในงวดล่าสุดที่กำลังจะมาถึงนี้

ชาวเน็ตจีนชื่นชม ตำรวจหนุ่มรับบทเป็นแม่นมดูแลเด็กน้อยถูกทิ้ง

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้ง พบเด็กทารกเพศชายถูกทิ้งไว้ในลังกระดาษ วางอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเห้อโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ชาวเน็ตจีนชื่นชม ตำรวจหนุ่มรับบทเป็นแม่นมดูแลเด็กน้อยถูกทิ้ง

หลังได้รับแจ้งตำรวจหนุ่มได้รุดไปยังสถานที่ที่ได้รับแจ้งทันที พบเด็กน้อยนอนนิ่งเงียบอยู่ในลัง จึงอุ้มกลับมาที่สถานีตำรวจ เร่งตรวจหาแหล่งที่มา พร้อมทั้งรับหน้าที่เป็นแม่นมดูแลเด็กชายน้อยเป็นเวลาชั่วคราว

เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้เสื้อคลุมชุดฟอร์มห่อคุมตัวเด็กชายน้อยแล้วอุ้มไว้ โดยภาพนี้ทำให้ประชาชนแห่ชื่นชมว่าเป็นภาพที่ดูอบอุ่นมาก และด้วยไม่สามารถติดต่อและตามหาพ่อแม่ของเด็กชายน้อยคนดังกล่าว จึงได้ติดต่อไปยังกระทรวงกิจการพลเรือน เพื่อให้เข้าช่วยเหลือดูแลเด็กอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ออกมากล่าวเตือนถึงพ่อแม่เด็กว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้พวกเขารีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อมานำตัวเด็กกลับไปเลี้ยงดู

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด่าทอการกระทำของพ่อแม่เด็ก และอื่นๆ อีกหลายประเด็น